คุณแม่ของแซมสัน
ศบ.

 

 


ผู้วินิจฉัย บทที่ 13 หนึ่งบทเต็มๆ ที่พระคัมภีร์ เขียนเรื่องของนาง กับสามี และลูก แต่เราก็ไม่รู้จักชื่อของเธอ เธอคือแม่ของแซมสัน ผู้วินิจฉัยคนท้าย ๆ ที่พระเจ้าใช้ปกครองคนอิสราเอล แซมสันเป็นคนมีพลังมาก แต่วิญญาณของท่านอ่อนแอ
เมื่อคนอิสราเอลเข้ามาครอบครอง แผ่นดินปาเลสไตน์ พวกเขาแบ่งเขตกันครอบครองเป็นเผ่า ๆ ไม่มีกษัตริย์อย่างประเทศอื่น ๆ พวกเขาถูกชนชาติดั้งเดิมที่ครองอยู่ก่อน รังแกมาโดยตลอด และพระเจ้าได้ทรงเรียก คนยิวบางคนขึ้นมาเป็นผู้วินิจฉัย รวมพล เข้าต่อสู้ เพื่อช่วยพวกเขาจากการถูกข่มเหง เช่น เดโบราห์ สู้กับคนคานาอัน กิเดโอน สู้กับคนมีเดียน เยฟธา สู้กับพวกอัมโมน สำหรับแซมสันนั้น ต่อสู้กับพวกฟิลิสเตีย ซึ่งกดขี่พวกเขามานานถึง 40 ปี
ผู้วินิจฉัย บทที่ 13 กล่าวถึงการกำเนิด แซมสัน
ทำไมผมจึงอยากพูดถึง คุณแม่ของแซมสัน เพราะเธอเป็นคนดี บทบาทของเธอ มีไม่แพ้ นางซาราห์ นางอันนา และนางเอลิซาเบธ พระคัมภีร์บันทึกให้ความสำคัญพอๆ กับสามีของเธอ

 

 

 

 (1) พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าเธอชื่ออะไร
มีชายคนหนึ่งชื่อ มาโนอาห์ เป็นชาวโศราห์ คนเผ่าดาน ภรรยาของท่านเป็นหมันไม่มีบุตรเลย ชื่ออะไรก็ไม่ทราบ การที่พระคัมภีร์ไม่บอกชื่อเธอ ทำให้เราคิดว่า สตรีอย่างเธอ เป็นใครก็ได้ในปัจจุบัน เธอเป็นคนเผ่าดาน เป็นเผ่าที่ไม่มีชื่อเสียงอะไรพิเศษ ผู้ชายหัวหน้าครอบครัว มีชื่อเสียงเรียงนาม เป็นที่รู้จักอย่าง “มาโนอาห์” ส่วนภรรยาชื่ออะไร เรายังไม่รู้เลย แต่มาดูกันซิ สตรีผู้ไร้ชื่อมีบทบาทสำคัญเพียงใด

(2) เธอเป็นหมัน ไม่มีบุตรเลย
นอกจากไม่เป็นที่รู้จักแล้ว เธอยังเป็นหมันเสียด้วย แน่นอน เธอต้องทุกข์ใจ อาจอับอาย อย่างนางซาราย ถูกคนข้างเคียงดูหมิ่น อย่างที่นางราเชลพบ ผมก็เดาได้ว่า เธอน่าจะฝากความหวังใจในพระเจ้า โดยการอธิษฐาน อย่างนางนาฮันนาห์ คนเราเมื่อมีสุข ได้อะไรๆ พร้อม มักเฉยเมย ไม่ใฝ่หาพระเจ้า ไม่อธิษฐาน ครั้นพบทุกข์ เราก็หันหน้าเข้าหาพระเจ้า แล้วก็ไม่ผิดหวังเสียด้วย คริสตจักร หรือกลุ่มเซลล์ ก็เช่นเดียวกันหาก เราไม่เพิ่มพูน เราควรคร่ำครวญต่อพระเจ้า
บางคนชื่นตื่นเต้น นมัสการ
กินพระคำฉ่ำหวาน อวบอ้วน
ถนอมกายพักสมัครสมาน ในแวด วงแฮ
บ่ สร้างสาวกล้วน จิตโล้งโหวงเหวง

(3) ทูตสวรรค์มาปรากฏ บอกเธอว่า “เธอจะคลอดบุตรเป็นชาย”
เรื่องวิเศษทั้งหลายที่เกิดในพระคัมภีร์ มักมาจากเรื่องสิ้นหวังมาก่อนแทบทั้งสิ้น อิสอัค เกิดจากนางซาราย ซึ่งชราภาพ และเป็นหญิงหมันด้วย โยเซฟก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอียิปต์ เมื่อท่านถูกขายไปเป็นทาส ติดคุก และถูกขังลืม ทะเลแดงแยกออกให้คนยิวข้ามไป ตอนที่ยิวนับล้าน กำลังจะถูกสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ดาวิดล้มยักษ์ ตอนที่กองทัพซาอูล สิ้นหวัง พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลก ขณะที่ชาวโลกสิ้นหวังเช่นเดียวกัน เมื่อการอัศจรรย์เกิดขึ้น พระเจ้าเสด็จมาช่วย เราจึงไม่มีอะไรอวดได้ เว้นแต่อวด และยกย่องพระเจ้าเท่านั้น
ถวายเกียรติ ธ พระเจ้า อย่าหลง
ฤา เย่อหยิ่งชิงทะนง อวดอ้าง
รับตามพระประสงค์ สำเร็จ
อย่าให้ใครกระด้าง แย่งยื้อชื่อพระองค์

 

(4) ทูตสวรรค์สั่งให้เธอ ระวังรักษาตัว
“เพราะฉะนั้น จงระวัง อย่าดื่มเหล้าองุ่น หรือเมรัย อย่ารับประทานของเป็นมลทิน เพราะนี่แน่ะ เจ้าจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเป็นชาย อย่าให้มีดโกนแตะศีรษะของเขา เพราะเด็กคนนี้จะเป็นพวกนาศีร์ แด่พระเจ้า (กันดารวิถี 6:1-21)มาตั้งแต่เกิด เขาจะเป็นผู้ช่วยกู้อิสราเอลให้พ้นเงื้อมมือของคนฟิลิสเตีย”
เธอเป็นคนรู้พระคัมภีร์ แสดงว่าเธอเป็นแม่บ้านที่สนใจพระวจนะ ไม่เช่นนั้น เธอจะไม่เข้าใจสิ่งที่ทูตสวรรค์บอก ครับ ไม่ว่าเราเป็นนักศึกษา นักธุรกิจ พ่อค้าหรือแม่บ้าน เราควรเป็นหนอนพระคัมภีร์ เมื่ออยู่โบสถ์ก็สมควรเข้ามาเรียนชั้นสาวก ภรรยาของมาโนอาห์เป็นผู้อยู่ในทางของพระเจ้า รักษาชีวิตดี ผู้ที่พระเจ้าใช้ ย่อมต้องอยู่ในทางของพระองค์ มีวินัย ไม่ปล่อยตัวไปตามอำเภอใจ นักกีฬายังต้องเข้าค่าย บังคับตัวเอง ดารายังรู้จักจำกัดการกิน เราผู้ซึ่งจะรับใช้พระเจ้า จะไม่มีวินัยยับยั้งตนเองจากกระแสโลกหรือ เปาโลบอกว่า ข้าพเจ้าทุบตีร่างกายตนให้แข็งจนอยู่มือ (1 คร. 9:27) นี่ไม่ใช่แต่ร่างกายนะครับ ฝ่ายวิญญาณด้วย

 


(5) เธอนำเรื่องที่พบทูตสวรรค์ มาเล่าให้สามีฟัง
เธอเป็นภรรยาที่ดี เธอก็ให้เกียรติสามีของเธอ เธอตัดสินใจเป็นผู้ช่วยที่ดี เธอรู้ดีว่าพระเจ้าทรงมอบหมายให้สามีเป็นศีรษะของภรรยา เธอพร้อมเป็นช้างเท้าหลัง เป็นคู่อุปถัมภ์ เป็นผู้สนับสนุน เธอเต็มใจให้มาโนอาห์เดินนำหน้า มิได้มองข้าม การเป็นผู้นำของสามี
เธอเป็นแบบแนบให้ บรรดา
เปรื่องศิริภริยา คู่เคล้า
น้อมซื่อสัตย์ภัสดา ทุกสิ่ง
เหมือนฟัง ธ พระเจ้า ถ่อมให้เกียรติผัว

(6) เธอเป็นสตรีฝ่ายวิญญาณ
พระเจ้าทรงแลเห็นอะไรบางอย่างในตัวเธอแน่ ๆ ถึงได้นำเรื่องการตั้งครรภ์เพื่อจะคลอดแซมสันมาบอกเธอก่อน ไม่ใช่บอกมาโนอาห์ สามีของเธอ เมื่อคราวการกำเนิดอิสอัค ทูตสวรรค์มาบอกอับราฮามก่อนนางซาราย (ปฐก 18:10) เรื่องการคลอด ยอห์น ผู้ให้บัพติสมา ก็เช่นเดียวกัน บุคคลแรกที่ทูตสวรรค์บอก คือเศคาริยาห์ สามีของนางเอลิซาเบธ (ลูกา 1:13) แต่การกำเนิดแซมสัน พระเจ้าเลือกบอกเธอ ก่อนมาโนอาห์ หลังจากที่เธอบอกเรื่องนี้แก่มาโนอาห์ สามีแล้ว มาโนอาห์สงสัย อาจคิดว่าภรรยาเข้าใจผิด จึงกราบทูลพระเจ้า ขอให้ทูตสวรรค์มาปรากฏแก่ท่านและภรรยาอีกครั้ง

พระเจ้าตอบคำอธิษฐานครับ ทูตสวรรค์มาบอกอีกครั้ง แต่มาหาเธอก่อนอีก เป็นครั้งที่ 2 ไม่ได้มาหาสามี เธอจึงได้วิ่งไปบอกสามี ทำไมทูตสวรรค์จึงเลือกบอกเธอถึง 2 ครั้ง 2 ครา ผมลงความเห็นว่า คงเป็น (1) เพราะเธอมีความเชื่อ ขณะที่มาโนอาห์เองยังสงสัย และลังเลใจ (2) เพราะเธอคือผู้ตั้งครรภ์ อุ้มท้อง เธอต้องเสียสละยิ่งกว่า ลำบากกว่า แต่เธอก็เต็มใจ (3) เพราะเธอสนิทสนมกับพระเจ้าอยู่แล้ว การฟังพระสุรเสียงคงเป็นเรื่องธรรมดาของเธอ เพราะเมื่อมาโนอาห์ ถามทูตสวรรค์ว่า ถ้าภรรยาที่เป็นหมันตั้งครรภ์คลอดแซมสันจริง เขาจะเลี้ยงดูแซมสันอย่างไร ทูตสวรรค์ ไม่อธิบายทุกอย่างซ้ำ แต่บอกว่า ภรรยารู้เรื่องแล้ว ให้ไปถามภรรยา (ผู้วินิจฉัย 13:13-14)
มนุษย์อาจพลาดข้าม สตรี
เมินมองตรองสิ่งดี ซ่อนไว้
แต่คุโณโสภี ชาญฉลาด
พระเจ้าเร้าเธอให้ รับใช้ไป่แหยง
(7) เธออ่านเกมออก
สิ่งที่มาโนอาห์ สงสัยคือ บุรุษที่มาบอกภรรยานั้น คือทูตสวรรค์จริงหรือไม่ มาโนอาห์ ต้องการพบ และพิสูจน์ด้วยตนเอง แน่นอน สามีที่ดีควรปกป้องภรรยา ท่านจึงอธิษฐานขอพบทูตสวรรค์ เมื่อพบทูตสวรรค์จริง ท่านถามชื่อ ทูตสวรรค์มิได้ตอบ จะเลี้ยงอาหารทูตสวรรค์ก็ปฏิเสธ เพียงแต่บอกให้ถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า เมื่อไฟจากฟ้าก็ตกมาเผาเครื่องบูชาแล้ว มาโนอาห์จึงมาถึงบางอ้อ ว่าตนได้พบทูตสวรรค์จริง คราวนี้ตนก็เกิดอาการกลัวขึ้นมาว่า “เขาจะตายหรือไม่เพราะตนได้เห็นพระเจ้า” ภรรยามีปฏิภาณ อ่านเกมออก จึงแนะว่า ถ้าพระเจ้าไม่พอพระทัย ทำไมพระองค์จึงเผาแท่นบูชา

 

(8) สอนลูกในทางของพระเจ้า
เมื่อแซมสันโตขึ้น เขาไปชอบพอสาวฟิลิสเตีย จะแต่งงานด้วย ทั้งมาโนอาห์ และภรรยา ไม่เห็นด้วย เตือนแซมสัน แนะให้เขาแต่งงานกับคนอิสราเอลด้วยกัน แต่แซมสันไม่เชื่อฟัง จะเห็นว่าตั้งแต่แซมสันเป็นเด็ก จนถึงวัยหนุ่ม พ่อแม่สั่งสอนอะไร เขาจะเชื่อฟัง อยู่ในโอวาท พระวิญญาณทรงสถิตกับแซมสัน และเขาก็มีพลัง เกินมนุษย์ ชนะคนฟิลิสเตียเสมอมา
พระเจ้าใช้เขามาก วนฉ. 15:20 บอกว่า แซมสันวินิจฉัยอิสราเอล ในสมัยของคนฟิลิสเตียนาน 20 ปี เขาแพ้เนื้อหนังตนเอง บอกความลับเรื่องแหล่งพลังของตนแก่เดไลล่า สาวฟิลิสเตีย เธอแอบตัดผมของเขา ทำให้เขาหมดพลัง และถูกพวกฟิลิสเตียจับมัด ทะลวงตา จนแซมสันตาบอดทั้งสองข้าง คงเป็นเพราะคำสอนของพ่อแม่ คงเป็นเพราะความรักพระเจ้าที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เขาสำนึกกลับใจ และพระเจ้าใช้แซมสันอีก วันสุดท้ายก่อนเขาจากไป เขาฆ่าคนฟิลิสเตียในโรงละคร ทั้งเจ้าขุนมูลนายตายในวันนั้น มากกว่าที่เขาเคยชนะมาตลอดชีวิต

 

 

(9) เรื่องของมาโนอาห์ และภรรยา เป็นตัวอย่างการรับใช้ร่วมกันของสามีภรรยา ในพระคัมภีร์ ปริศคา และอาควิลลา เป็นตัวอย่างการทำงานร่วมกันของสามีภรรยา ในคริสตจักรต่าง ๆ (โรม 16:3 ) ชื่อของสามีภรรยาคู่นี้ ไปด้วยกันเป็นปาท่องโก๋ โดยตลอด ไม่มีคลาดคราจากกันเลย เปาโล เปรียบพระเยซู กับสามี และเปรียบเทียบคริสตจักรกับภรรยา พระองค์กับคริสตจักรร่วมกันทำงานใกล้ชิดอย่างไร สามีภรรยาควรร่วมกันรับใช้ใกล้ชิดอย่างนั้น (เอเฟซัส 5:32) เมื่อตอนที่ รูธ และบิลลี่ เกรแฮม พบกันครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ปี 1940 หลังจากทั้งสองนัดไปทานข้าวกันด้วยกันครั้งแรกในเดือนธันวาคม คืนนั้น รูธ คุกเข่าลงที่เตียงนอน อธิษฐานว่า “พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์โปรดให้ข้าพระองค์รับใช้ร่วมกับชายผู้นี้ ข้าพระองค์ถือว่าเป็นสิทธิพิเศษยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต” ผมเคยได้ยินผู้พูดว่า ภรรยาไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับงานของสามี นี่คงเห็นเหตุผลหนึ่ง ที่คนมองไม่เห็นคุณค่าความสามารถของผู้หญิง และสามีคริสเตียนเก็บผู้หญิงไว้ในกรุที่บ้าน ในขณะที่เธอมีอะไร ๆ ให้พระเจ้าใช้ได้มาก


(10) ภรรยาของมาโนอาห์ มีหลายสิ่งที่มาโนอาห์ไม่มี เธออ่านเรื่องคำสั่งของทูตสวรรค์ออก ตั้งแต่มาโนอาห์ยัง งกๆเงิ่นๆ ขวางๆรีๆ เธอมีของประทานในการอธิษฐาน การสังเกตวิญญาณ เธอมีสติปัญญา และตัดสินได้อย่างคมชัดว่า พระเจ้าพอพระทัยอะไร ในครอบครัว ก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าให้ของประทานแก่ภรรยาแตกต่างจากสามี ผู้หญิงควรได้ใช้ของประทานของตน พระเจ้าทรงประสงค์ให้ทั้งสองทำงานเป็นทีม คนไทยต่างหากที่นิยม จับสามีภรรยามาแยกกัน โดยไปเอาหลักจากไหนมาก็ไม่รู้ จึงทำให้พระราชกิจไร้ประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดาย


อาจารย์โช ยองกี เล่าว่า คนเกาหลีไม่ยอมให้ผู้หญิงรับใช้ หรือทำอะไรล้ำหน้าผู้ชาย โดยอ้างว่าเปาโลสั่งให้ผู้หญิงอยู่อย่างเงียบ ๆ ในคริสตจักร ซึ่งแท้จริงพระคัมภีร์สอนให้ภรรยานอบน้อม ไม่ใช้อำนาจเหนือสามี ไม่ใช่ไม่ให้รับใช้ (1 ทธ.2:11-12) ในพระธรรมกิจการ 21:9 ฟิลิป ที่ซีซารียา มีลูกสาว 4 คนเป็นผู้ทำนาย ในคริสตจักร วันหนึ่งพระเจ้าตรัสกับอาจารย์ โช เรื่องขุมกำลังของสตรี และท่านเริ่มใช้ผู้หญิงเป็นหัวหน้ากลุ่มเซลล์ ผู้ชายหลายคนแย้งท่าน และโกรธมาก แต่งานพระเจ้าในคริสตจักรของท่านเพิ่มพูนแบบระเบิดเถิดเทิง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง หากใครคิดต่างในเรื่องนี้ ว่าง ๆ ควรมานั่งอ่าน ผู้วินิจฉัย บทที่ 13 ใหม่อย่างละเอียดอีกครั้งก็ได้
ขอพระเจ้าอวยพรครับ


















 อ่านบทความย้อนหลัง