ความมหัศจรรย์ของดวงตา


ศบ.

         พระเยซูตรัสว่า  “ตาเป็นประทีปของร่างกาย    เหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติ  ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย   แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติ  ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย  เหตุฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป  ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใดหนอ”  (มัทธิว 6:22)

          สองเดือนที่แล้ว  ผมไปตรวจตา หมอบอกว่าเป็นต้อกระจก  หมอแนะนำให้ผมเปลี่ยนเลนส์ตา  ตอนนี้หมอก็เปลี่ยนให้ผมไปข้างหนึ่งแล้ว  ด้านที่เปลี่ยนสว่างขึ้น ชัดขึ้น  กำลังรอเปลี่ยนอีกข้างหนึ่ง  ทำให้คิดถึงความมหัศจรรย์ของดวงตาที่พระเจ้าทรงสร้างให้เรา   คิดแล้วก็อดขอบพระคุณพระเจ้าไม่ได้

          เราทุกคน มีดวงตาที่ทำงานอย่างอัศจรรย์เหลือเกิน เราใช้มันจนลืมไปเสียด้วยซ้ำว่ามันอัศจรรย์แค่ไหน  ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญยิ่งอย่างที่พระเยซูตรัส  เพราะมันคือประทีปของชีวิต  คิดแล้วก็สงสารคนตาบอดจับใจ  แค่ผมตามัว เพราะต้อกระจก ก็เริ่มอึดอัด ไม่เป็นสุข    ชาวกานา ในอัฟริกา เขาพูดว่า “คนยากจนที่สุดในโลก ไม่ใช่คนไม่มีเงิน  แต่เป็นคนที่แลอะไรไม่เห็น”

          ผมเคยเรียนวิชาสรีระวิทยา  วันนี้ ขอหยิบเรื่องดวงตา และการแลเห็นขึ้นมาทบทวน  พระเจ้าทรงสร้างตาให้เราอัศจรรย์แท้  นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปเลียนแบบดวงตาที่พระเจ้าสร้าง    ตาของคนเราเหมือนกล้องถ่ายรูปขนาดจิ๋ว  เมื่อเราถ่ายรูป แสงกระทบวัตถุที่เราจะถ่ายนั้นวิ่งผ่านเลนส์ที่อยู่ด้านหน้า   เข้าไปในกล้องเป็นภาพปรากฏบนฟิล์มที่อยู่ด้านหลัง เช่นเดียวกัน เวลาตาเรามองภาพอะไร แสงกระทบภาพนั้น จะวิ่งผ่านเลนส์(Lens) ที่อยู่ด้านหน้าตาของเรา  เข้าไปในลูกตา เป็นภาพปรากฏที่ฉากรับภาพ (Retina) ซึ่งอยู่ด้านหลังลูกตาเรา 

          รูปภาพที่เราถ่ายชัดไม่ชัด  ก็ขึ้นกับการที่เราปรับตำแหน่งเลนส์ ให้เลื่อนขึ้นหน้าหรือถอยหลัง ที่เราเรียกว่าโฟกัส (Focus) จนได้ภาพคมชัดที่ฟิล์มพอดี  ถ้าไม่พอดี เราก็จะได้ภาพเบลอ ใช้การไม่ได้  ถ้าเป็นตากล้องถ่ายภาพไม่ชัด ก็เสียชื่อ  วิทยาการสมัยใหม่ทุกวันนี้  เขาใช้ระบบออโตโฟกัส (Autofocus) ให้กล้องช่วยปรับความคมชัดให้เอง  ตากล้องมือใหม่ ๆ จึงเล่นกล้องได้ใกล้เคียงมืออาชีพ

 

          มาดูตาของคนเราบ้าง  พระเจ้าทรงสร้างดวงตาที่เก่งกว่ากล้องเยอะ ระบบปรับโฟกัสอัตโนมัตินั้น พระเจ้าทรงประทานให้เรามาตั้งแต่เราคลอด เลนส์ตา (Lens) มีลักษณะเป็นเลนส์นูน ทำหน้าที่รับแสงและหักเหแสง เลนส์ตาสามารถปรับความยาวโพกัสได้   ทั้งนี้ เพราะพระองค์ทรงสร้างให้มีกล้ามเนื้อตา หรือ กล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา (Ciliary muscle ) สามารถคลายตัวหรือหดตัว เพื่อปรับความยาวโพกัสของเลนส์ตาให้สามารถมองเห็นวัตถุได้ชัดเจนที่ระยะต่าง ๆ  โดยไม่ต้องใช้มือไปปรับหมุนอะไร เยี่ยมไหม? 

          เลนส์ของตา(Lens)  ก็เหมือนเลนส์ (Lens) ของกล้อง  นักวิทยาศาสตร์เขาพบว่า เลนส์ของตานั้นเป็นเซลล์ธรรมดาอย่างเซลล์ของร่างกายส่วนอื่น  แต่พระเจ้าทรงสร้างให้มีผนังใสอย่างกระจก บอบบาง วางไว้ในตำแหน่งตรงเผง พร้อมให้แสงทะลุผ่านไปได้   ครับ  แม้คลาดเคลื่อนไปบ้างก็ไม่มากมายนัก 

         ความบกพร่องในวัยหนุ่ม หรือ ความหย่อนสมรรถภาพยามชรา  ย่อมทำให้คนเรามีสายตาสั้น  หรือสายตายาว โดยต้องใช้แว่นตาช่วย  เพราะกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา  หดหรือคลายตัวแล้วยังไม่พอ  ก็ต้องใช้แว่นตาช่วยบ้าง เป็นธรรมดา 

         อันนี้ผมจะขออธิบายเพิ่มเติม    

         คนสายตาปกติ   เห็นวัตถุได้ชัดใกล้สุดที่ระยะ 25 เซนติเมตร จากนัยน์ตา เรียกว่า “ระยะใกล้ตา” และมองเห็นวัตถุไกลสุดได้ชัดอยู่ที่ระยะอนันต์ (infinity)  เรียกว่า “ระยะไกลตา”  ภาพที่ได้จะปรากฏบนฉากรับภาพ (Retina)พอดี

         คนสายตาสั้น  เช่น  ผมตอนเป็นหนุ่ม จะมองเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้  เช่น อ่านพระคัมภีร์ตัวอักษรเล็ก ๆ  ได้ชัดเจน แต่มองวัตถุที่อยู่ไกล  เช่น กระดานในห้องเรียนไม่ชัด โดยจุดใกล้ตาจะน้อยกว่า 25 เซนติเมตร  แต่จุดไกลตาไม่ถึงระยะอนันต์ ทั้งนี้เพราะภาพของวัตถุไปตกอยู่ที่หน้าฉากรับภาพ (Retina)  ว่ากันว่า เลนส์ตาของคนสายตาสั้นนั้นหนา แม้ว่ากล้ามเนื้อตาจะผ่อนคลายแล้ว ก็ยังช่วยไม่ได้  วิธีแก้คือ  หนุ่มสาวสายตาสั้น จะต้องสวมแว่นตาที่ทำจากเลนส์เว้า เพื่อช่วยถ่างลำแสงก่อนหักเหผ่านเลนส์ตา ให้เกิดภาพที่ฉากรับภาพ (Retina) พอดี

 

         คนสายตายาว   จะมองวัตถุที่อยู่ไกล เห็นชัดเจน  แต่มองวัตถุที่อยู่ใกล้ไม่ชัด   เพราะจุดใกล้ตาจะมากกว่า 25 เซนติเมตร  จุดไกลตาอยู่ที่ระยะอนันต์  ภาพของวัตถุไปตกอยู่หลังฉากรับภาพ (Retina)  ว่ากันว่า เลนส์ตาของคนสายตายาวจะบางมาก แม้ว่ากล้ามเนื้อตาจะพยายามบีบเต็มที่แล้ว  ก็ยังช่วยไม่ได้  ครับ วิธีแก้ก็ตรงกันข้ามกับคนสายตาสั้น คือ สวมแว่นที่ทำจากเลนส์นูน เพื่อช่วยบีบลำแสงก่อนหักเหผ่านเลนส์ตา ให้ภาพตกที่ฉากรับภาพ (Retina) พอดี

         สายตาคนชรา อย่างผมแตกต่างกันครับ  คือจะมองเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้ไม่ชัดเหมือนกับเป็นคนสายตายาว   ครั้นมองวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ก็มองเห็นไม่ชัดอย่างคนสายตาสั้น โดยจุดใกล้ตาของคนชราจะมากกว่า 25เซนติเมตร ส่วนจุดไกลตาจะน้อยกว่าระยะอนันต์ เพราะกล้ามเนื้อตาทำงานอ่อนกำลัง คือ บังคับให้เลนส์ตาปรับความยาวโฟกัสยาวสั้นต่าง ๆ กันมากไม่ได้  วิธีแก้  ก็ต้องใช้แว่นตาสองอัน คือ ใช้แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูน เมื่อจะมองวัตถุที่อยู่ใกล้ และใช้แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เมื่อจะมองวัตถุที่อยู่ไกล สมัยนี้ ร้านแว่นเขาจะทำเลนส์ที่ค่อยๆ ลดระดับสั้นยาว (Progress)  เมื่อหมอพบว่าผมเป็นต้อกระจก  หมอก็ใช้วิธีขยายม่านตาด้วยยา เอาเลนส์เดิมที่มีฝ้าออก โดยใช้คลื่นเสียง และใส่เลนส์ใหม่เข้าไปแทน  หมอก็ถือโอกาสปรับเรื่องสายตาสั้นให้ด้วย  แต่เรื่องสายตายาวในการอ่านหนังสือ หรือดูคอมพิวเตอร์นั้น ผมยังต้องใส่แว่นคนชราเหมือนเดิม

 

          ที่พูดมา  คือเรื่องของการโฟกัส  ให้ได้เห็นภาพชัด หรือไม่ชัด  ทีนี้มาพูดเรื่องแสงสว่างมากหรือน้อยบ้าง  คนเรามองอะไรถ้าแสงไม่พอ มืดมัว ก็แลไม่เห็น ถ้าแสงจ้า สว่างมากไปก็ไม่ชัดเช่นกัน  ภาพคมชัดพอดีที่ฉากรับภาพ จึงขึ้นอยู่กับความสว่างที่พอดิบพอดีด้วย พระเยซูตรัสว่า พระองค์คือความสว่าง ทั้งฝ่ายวิญญาณและร่างกาย

          กล้องถ่ายรูป  เขาจึงมี ม่านเปิดปิดแสง (Diaphragm) เปิดให้แสงเข้าไปในกล้อง ผ่านช่องเปิด(Aperture)  มากหรือน้อย  ซึ่งกล้องรุ่นก่อน ๆ จะใช้วิธีปรับด้วยมือ ผมยังจำได้ว่า บางรุ่นให้ปรับตั้งค่าง่ายๆ  ว่าผมจะถ่ายภาพที่ไหน เช่น  ในห้องที่มีแสงน้อย  นอกอาคารแต่อยู่ในร่ม กลางวันที่มีเมฆมาก  หรือกลางวันที่มีแดดกล้า เป็นต้น  วันนี้กล้องรุ่นใหม่ทำให้ปรับอัตโนมัติได้ เพื่อมือกล้องสมัครเล่นจะได้ไม่ปวดหัวหมุนโน่นหมุนนี่อีก  

          แต่ตาคนเราอัศจรรย์กว่าเยอะ พระองค์ทรงสร้าง ให้เรามี ม่านตา (Iris) ทำหน้าที่เหมือนม่านเปิดปิดแสง  ทำให้เกิดช่องรับแสงหรือ รูม่านตา (Pupil)  เล็ก หรือใหญ่   ให้แสงเข้าไปในดวงตาของเรามากหรือน้อย ไม่ให้มืด หรือมีแสงจ้าเกินไป โดยทรงปรับให้เราอย่างอัตโนมัติครับ  เรามีตาอันเป็นกล้องวิเศษนี้ มาตั้งแต่เราเป็นทารกน้อย  ม่านตา (Iris) ที่เหมือนวงแหวนนี้ พระเจ้ายังทรงสร้างให้แตกต่างกัน เช่น ฝรั่งให้มีตาสีฟ้า  คนเอเชียให้มีตาสีดำ เป็นต้น  ทั้งหมดนี้อยู่ภายใน เบ้าตา (Choroid) ที่แข็งแรง ก็เหมือนกับ ตัวกล้องที่ต้องแข็งแรง

          ดูซิ ทั้งการปรับภาพคมชัด และแสงที่พอดีนั้น พระองค์ทรงสร้างให้ ดวงตาของเราทำงานอย่างอัศจรรย์เหลือเกิน 

          เวลาเราใช้กล้องถ่ายรูป  เราต้องคอยเช็ดเลนส์ให้ใสสะอาดอยู่เสมอ ด้วยกระดาษเช็ดเลนส์บางและเนียนพิเศษ  ไม่ให้มีฝุ่น ฝ้าหรือไอน้ำมาทำให้ภาพที่เราถ่ายไม่ชัด การมองภาพไม่ชัดของดวงตา เพราะมีฝ้าหรือฝุ่นนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข   เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง การขับรถยนต์ตอนฝนตก  บริษัทรถยนต์เขาออกแบบให้มีที่ปัดน้ำฝน  และน้ำฉีดกระจกรถ  ช่วยให้คนขับสามารถแลเห็นถนน ตอนฝนตกหนักได้   แต่บางครั้ง  แม้ฝนไม่ตก กระจกรถเรามีฝุ่นเขรอะ ผมจะแก้เฉพาะหน้าโดยการฉีดน้ำสาดหน้ากระจกรถ  แล้วใช้ที่ปัดน้ำฝนเช็ดให้ใสสะอาด ซึ่งก็ไม่ใสสะอาดนัก  ดวงตาของคนเราเก่งกว่ากล้อง  และที่ปัดน้ำฝนของรถยนต์เยอะ  พระองค์ทรงสร้างให้มีช่องหน้าต่างอยู่ข้างหน้าเลนส์ (Front Chamber) ในช่องนั้นจะมีน้ำใสๆ มาหล่อเลี้ยงเลนส์  ไม่มากหรือน้อยเกินไป  เพื่อให้เบ้าตาทรงรูปอยู่เสมอ ช่องนี้มีผนังใสอย่างกับกระจก หุ้มรอบ ที่เรียกกันว่า กระจกตา (Cornea)  ผิวหนังบนและล่างของกระจกตา  สามารถเปิดปิด ผนังด้านนอกของกระจกตา จะแห้งเหมือนผิวหนังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย  แต่ผนังด้านในของกระจกตานั้นชุ่มชื้นอยู่เสมอ  ตาของเรา พระเจ้าออกแบบให้มีน้ำตา(tear) สาดออกมา และเช็ดกระจกตา โดยการกระพริบตาทุกนาที หรือถี่กว่านั้น   ทำให้ตาแลเห็นภาพสดใสอยู่ตลอดเวลาอย่างอัศจรรย์  ไม่ต้องมีกระดาษเช็ดเลนส์ ที่ปัดน้ำฝนที่กระจกตา และคอยกดปุ่มฉีดน้ำตาทุก ๆ นาที ตาเราใสได้ทั้งวันโดยการมีน้ำตามาหล่อเลี้ยง ทำความสะอาด และการกระพริบตา โดยที่เราไม่เหน็ดเหนื่อยอะไร  เยี่ยมยอดไหมล่ะครับ

 

             สุดยอดยิ่งกว่านั้นอีก  ฉากรับภาพ (Retina) ของตานั้นเก่งกว่าฟิล์มเป็นพันเท่า  พระเจ้าทรงสร้างเนื้อเยื่อชั้นในสุด ให้เป็นผนังฉากรับภาพ จากการหักเหแสงผ่านเลนส์ตา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ประสาท 2 ชนิด เป็นรูปแท่ง (Rod)  และรูปกรวย (Cone)  เซลล์ประสาทรูปแท่ง  ไวในการรับแสงสว่าง ขาวดำ ทำงานได้ดีในที่มีแสงสว่างเพียงน้อยนิด เช่นแสงเทียน แสงดาว  ตาคนเราก็แลเห็น  ส่วนเซลล์ประสาทรูปกรวย   ทำให้แลเห็นสี แยกแยะสีออกอย่างชัดเจน ในที่ที่มีแสงสว่างมาก เซลล์ประสาททั้งรูปแท่งและกรวย จะรวมกันเป็นประสาทตา (Optic Nerve ) แปลงสัญญาณแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้าไปยังสมอง (Visual cortex) ให้สมอง อ่านภาพที่ฉากรับภาพ(Retina) เป็นภาพที่เรามองเห็น     เรติน่า ได้ภาพหัวกลับ   แต่สมองช่วยแปลงสัญญาณภาพหัวกลับให้เป็นภาพหัวตั้งอย่างที่เรามองเห็น  ส่วนกลไกที่สมองอ่านได้เป็นภาพสี หัวตั้ง สามมิติ ต่อเนื่อง เหมือนดูวิดีโอ อย่างที่เรากำลังมีประสบการณ์อยู่นี้  เกิดได้อย่างไร  ผมไม่คิดว่าวิทยาศาสตร์ ณ วันนี้ รู้คำตอบถ่องแท้  พระเจ้าพระผู้สร้างทรงพระปัญญาล้ำเลิศแท้  ส่วนคนที่คิดว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามทฤษฎีวิวัฒนาการนั้น ผมก็ลงความเห็นว่า เขาคงเป็นนักวิทยาศาสตร์ตาบอด  เพราะแค่กล้องถ่ายรูปที่ผมยกมาเปรียบ เรายังเห็นปัญญาผู้ประดิษฐ์  ดวงตาที่ละเอียดอ่อน ทำงานประสานกัน แนบเนียนยิ่งกว่า กลับเห็นว่ามันอุบัติขึ้นมาเองได้อย่างไร

           เมื่อพระเยซูตรัสว่า ตาเป็นประทีปของร่างกาย  อันนี้คงไม่เพียงแต่ตาสองดวงนี้เท่านั้น     แต่ทรงหมายถึงตาฝ่ายวิญญาณด้วย  ถ้าเราแลเห็นว่า พระเจ้าไม่มี  มนุษย์เป็นเพียงสัตว์ที่เดินเหินไปไหน ๆ ตามสัญชาติญาณ การอยู่ในโลกนี้ก็เพื่อหาความสุขสบายใส่ตัว ทำบาปผิดอะไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบ  โลกหน้าไม่มี ทุกอย่างจบสิ้นแค่ความตาย  เปาโลกล่าวว่า  เราก็คงจะกิน ดื่ม ไปวัน ๆ  และเราคือคนที่น่าสมเพชที่สุด  พระเยซูตรัสถึงเศรษฐีผู้หาทรัพย์ และประสบความสำเร็จในโลก เขารื้อยุ้งเล็ก สร้างยุ้งใหญ่ขึ้น วันหนึ่งเศรษฐีคนนี้บอกตัวเองว่า “จิตใจเอ๋ย  เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี  จงอยู่สบาย  กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด” พระองค์ตรัสถึงเศรษฐีคนนี้ว่าเป็นคนโง่ วันที่จากโลกไป ทรัพย์เหล่านี้จะเป็นของใคร  “คนที่ส่ำสมทรัพย์สำหรับตัว  และมิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนี้แหละ” (ลก 12:13-21)  

            ตรงกันข้าม  “ถ้าตาเราปกติ  ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย”  เวลาเรามองถูก เข้าใจถูก  เราก็ดำเนินชีวิตถูก พระเจ้าเป็นพระผู้สร้างตัวเรา  เราคือลูกของพระองค์  เราทำผิดมีโทษ ติดตัว  เมื่อเราถ่อมใจสำนึกผิดกลับใจใหม่ วางใจในการไถ่โทษที่ทรงจัดเตรียมไว้ให้  พระองค์พร้อมอภัย และนำให้เราก้าวเดินในทางของพระองค์  เราอยู่ในโลกนี้ชั่วคราว  เราต้องรู้จักพระองค์พระผู้สร้างเป็นส่วนตัว  วันหนึ่งเราต้องจากโลกนี้ไปหาพระองค์  ชีวิตใหม่ในพระองค์ เราต้องรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ สุดกำลังความคิด รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เดินตามพระเยซู  พระองค์ตรัสว่า พระองค์คือความสว่างของโลก ผู้ที่เดินตามพระองค์ จะไม่อยู่ในความมืด  ครับตาสว่าง ตัวเราก็จะเดินถูกทางอย่างแน่นอน

 


 



Visitor 248

 อ่านบทความย้อนหลัง