โล่งใจ ในพระคริสต์

ศบ.

โรม 8:1    “เหตุฉะนั้นการลงโทษ จึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์”

           เมื่อเป็นเด็กอยู่ในบ้าน คุณแม่ท่านสั่งผมว่า  ผมอย่าหายไปไหน  เมื่อท่านเรียกใช้  ให้ท่านเรียกได้   ผมเคยหนีไปเตะฟุตบอลที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัด  ไกลเกินรัศมีที่จะได้ยินเสียงเรียก   เมื่อท่านเรียกใช้ผม   ผมไม่ได้ยิน  พอกลับมา  ท่านก็สั่งให้ไปเด็ดก้านชา มาเป็นไม้เรียว     ผมถูกท่านตี   ถ้าผิดแล้วท่านตีผมเลย  ผมก็ยืนกอดอกให้ท่านตี  เจ็บครับ  แต่เสร็จแล้ว  ผมก็โล่งใจไป  ที่ผมไม่ชอบมาก ๆ คือ ถ้าท่านบอกว่า ตอนนี้ท่านไม่ว่าง  ท่านเสร็จงานแล้ว  เดี๋ยวท่านจะมาคิดบัญชี    ช่วงที่ผมยังไม่ถูกโทษนี้ซิ  มันทรมาน  เหมือนคนมีอะไรค้างเติ่งอยู่     อ่านหนังสือก็ไม่รู้เรื่อง  เล่นอะไรก็ไม่สนุก  กินข้าวก็ไม่อร่อย ผมรู้สึกว่า  ให้ท่านตีไปให้เสร็จๆ แม้จะเจ็บปวดแค่ไหน  ก็ยังดีกว่ารอโทษคาราคาซังอยู่อย่างนี้ 

             เมื่อเข้าโรงเรียนที่นคร  ผมเคยไปโรงเรียนสาย  อาจารย์โกศล  วัฒกีเจริญ  เป็นอาจารย์ใหญ่  นักเรียนที่ไปสายถูกกักตัวไว้หน้าห้องท่าน  รอให้นักเรียนทั้งหมดเคารพธงชาติ  และเดินแถวเข้าห้องเรียนไปจนหมด  แล้วท่านก็มาจัดการกับนักเรียนที่มาสาย  ท่านถือไม้เรียวมาด้วย   ก่อนตีท่านถามเหตุผลนักเรียนแต่ละคน ก่อนว่าทำไมมาสาย   ผมไม่มีข้อแก้ตัว   จึงถูกท่านตี จำไม่ได้ว่ากี่ที  ตีไปแล้วก็โล่งใจ   แต่ที่ผมอึดอัด  ก็คือช่วงที่ยืนรออยู่ในแถวหน้าห้องท่าน  

            เมื่อมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพ  ผมเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน  ชั้นม.ศ 4  รุ่นผมมี  3 ห้อง ก. ข.และ ค. ผมอยู่ห้อง ค. เป็นห้อง

                              

ของนักเรียนที่เพิ่งเข้าใหม่  นักเรียนห้องผมไม่ค่อยสนใจเรียน  ตอนนั้น  ชั่วโมงหนึ่ง มีครูฝึกสอนมาช่วยสอน ยังสาว อายุมากกว่านักเรียนไม่กี่ปี  ท่านสอนดี  แต่นักเรียนห้องผมเฮี้ยวครู  หยอกล้อเสียจนครูร้องไห้น้ำตาไหล  ตอนนั้นอาจารย์  อารีย์ เสมประสาท  เป็นอาจารย์ใหญ่  ท่านเรียกนักเรียนทั้งชั้น ไปเข้าแถวหน้าเสาธง  พวกเรารู้แล้วว่าวันนั้นจะโดนอะไร  ท่านตีนักเรียนเรียงหน้ากระดาน ทั้งห้องครับ  ผมถูกตีตามระเบียบ  เพราะท่านถือว่านักเรียนทั้งชั้นทำผิดร่วมกัน   ก็อีกนะแหละ  ผมไม่จอยเอาเลยตอนท่านสั่งให้  พวกเราพากันเดินไปยืนหน้าเสาธงรอท่านออกมาทำโทษ  เหมือนหมูกำลังรอการถูกเชือด  ไม่สนุกเลยสักนิด

           เมื่อมาทำงานคริสตจักร  ผมเป็นประธานมูลนิธิฯ  มูลนิธิฯจะต้องมีการต่ออายุใหม่ทุก ๆ 4  ปี  มูลนิธิของเราเคยลืมต่ออายุ  และทาง กทม. ก็ลงความเห็นว่า  เมื่อไม่ได้ต่ออายุ  ขาดไปเช่นนี้   ก็แปลว่า กรรมการทั้งหมดสิ้นอายุไป  ต้องทำเรื่องขออำนาจศาล  แต่งตั้งกรรมการชั่วคราวขึ้นมาชุดหนึ่ง  แล้วกรรมการชุดใหม่นี้ จึงมีสิทธิแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม   ผมไม่เคยขึ้นโรงขึ้นศาล  เราจึงไปจ้างทนาย   กว่าจะถึงวันที่ผมไปขึ้นศาล  ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน  เตรียมหลักฐานโน่นนี่นั่น   ช่วงสามเดือนนั้นผมไม่มีความสุข  ผมไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นเป็นอย่างนี้หรือไม่  แต่ใจผมมันแขวน  เหมือนอะไรที่ค้างเติ่งอยู่บนหิ้ง  เหมือนคนจะเข้าห้องสอบ  เหมือนนักเรียนที่จะถูกครูซัก   ถึงวันจริง  ศาลวินิจฉัยออกมาว่า  “ผมไม่จำเป็นต้องยื่นขออำนาจศาล   ผมยังมีสิทธิตั้งกรรมการได้อยู่” เรื่องก็ผ่าน

                   

ไป  จะเป็นยังไงก็ตาม  บทเรียนของผมคือ  เมื่อความผิดยังไม่ถูกตัดสิน  ผมไม่มีความสุขเอาเสียเลย  

            ผมไม่ชอบเป็นหนี้   ถ้าเป็นหนี้ก้อนโต หมดปัญญาชำระหนี้   ผมจะนอนหลับได้อย่างไร 

            ในบ้านผมอยู่ภายใต้กฎของพ่อแม่  ที่โรงเรียนผมอยู่ภายใต้กฎของครูใหญ่   ในเมืองไทยผมอยู่ในกฎของรัฐบาล  เมื่อทำผิดก็ต้องโทษ    ผู้ปกครองให้รางวัล เมื่อเราทำถูก  แต่ลงโทษเมื่อเราทำความผิด   ในโลกนี้ละครับ  เราอยู่ภายใต้การปกครองของใคร    กษัตริย์ดาวิดกล่าวว่า  “พระเจ้าทรงสถาปนาบัลลังก์พระองค์ไว้ในฟ้าสวรรค์  และราชอาณาจักรของพระองค์ครองทุกสิ่งอยู่” (สดุดี 103:19)    

   แน่นอน  พระองค์คือผู้ปกครองโลกที่เราอาศัยอยู่   หลักการปกครองก็คือ  เมื่อเราทำถูก เราก็ได้รับรางวัล  หรือพระพร  แต่ถ้าเราทำผิด  เราก็ต้องรับโทษ  คือคำสาป  ยากอบบอกว่า “ เราได้ชิมโทษของความผิดมาบ้างแล้ว  แต่โทษใหญ่นั้นรอเราอยู่   เปาโลกล่าวว่า “เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวหน้าบัลลังก์พระคริสต์  เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการประพฤติในกายนี้  แล้วแต่จะดีหรือชั่ว” ( 2 คร. 5:10) 

          ผมทำผิดมาเยอะแยะ  มันไม่สนุกเอาเลย ที่เราดำเนินชีวิตอย่าง  ที่ผมยืนในแถว รอครูใหญ่ตีด้วยไม้เรียว  รอศาลพิจารณาโทษ   แล้วเราจะใช้ชีวิตอย่างไร  โทษที่รอเราอยู่  มันมิใช่แค่การถูกตีด้วยไม้เรียว หรือเสียค่าปรับเป็นสินไหม   แต่มันคือ “ความตายนิรันดร์”   พระคัมภีร์บรรยายว่า  ที่นั่นจะมีแต่การร้องไห้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน   แล้วเรากินดื่มสำราญใจได้อย่างไร เราจะเดินเหินไปไหน  โดยทำเป็นไม่รู้ร้อนได้อย่างไร  ผมไม่ได้อุปโลกน์ หรือเสกสรรเรื่อง  ขึ้นมาเขียนเสือวัวกลัว    แต่มันคือเรื่องจริงที่ดักหน้าชีวิตของผม  และทุกคน     คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่   ใจมันค้างเติ่ง เมื่อหนี้บาปยังไม่ถูกชำระ   ดาวิดเคยทำบาปใหญ่หลวง   ท่านบรรยายความรู้สึกผิดของท่านว่า  “เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์  ร่างกายของข้าพระองค์ ก็ร่วงโรยไป โดยคร่ำครวญวันยังค่ำของข้าพระองค์   พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน   กำลังของข้าพระองค์ก็เหี่ยวแห้งไป  อย่างความร้อนในหน้าแล้ง” ( สดุดี 32:3-4)   แล้วเราจะหลุดพ้นจากความผิดได้อย่างไร  

         ข่าวประเสริฐคือ

         พระเยซู  ผู้ซึ่งในอนาคตจะนั่งบนบังลังก์ ศาลในสวรรค์   ได้ทรงเสด็จเข้ามาในโลกเมื่อ 2000 ปีที่ผ่านมา ในวันนั้น  พระองค์จะแยกคนเรา เหมือนแยกแพะออกจากแกะ   พระองค์ทรงรักเรา  พระองค์มิทรงปรารถนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศ   จึงทรงถ่อมพระทัยเสด็จเข้ามาในโลก  อย่างคนสามัญ  ทรงสั่งสอนสัจจธรรมที่แตกต่าง  เพื่อให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง  ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนทั้งหลาย   แม้โรคที่หมอรักษาไม่ได้   สำคัญที่สุด  พระองค์ทรงวายพระชนม์ชีพที่ไม้กางเขน  

                                                    

เพื่อชำระหนี้บาปแทนเรา   เพื่อใครก็ตาม  ที่สำนึกผิด เลิกบาป  วางใจในการไถ่โทษที่ทรงจัดเตรียมไว้ให้   จะได้รับความรอด   “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก  จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจ  ในพระบุตรนั้น  จะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตชั่วนิรันดร์   พระองค์มิได้เข้ามาสู่โลกครั้งแรกนั้น เพื่อพิพากษาโลก  แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น” (ยอห์น 3:16-17)         

          แต่คราวหน้า  พระองค์จะเสด็จมาอย่างผู้พิพากษา  วันนี้   หากเรากลับใจ  วางใจพระองค์  พระองค์ทรงยกโทษความผิดบาปทั้งสิ้นของเรา   ทรงนับเราว่าเป็นผู้ชอบธรรม   โรม 8:1   “เหตุฉะนั้นการลงโทษ จึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์”   เมื่อพระเจ้าทรงโปรดยกความผิดให้    ลองคิดดูซิว่า   ใจเราจะสุขเกษมเปรมปรีด์   และเลิงโลดแค่ไหน  ดาวิดตรัสว่า “บุคคลผู้ซึ่งได้รับการอภัยการละเมิดแล้ว   ก็เป็นสุข  คือผู้ทรงกลบเกลื่อนบาปนั้นให้” (สดุดี 32:1)  

                                 

เมื่อเราได้รับอภัยความผิด  ความรู้สึกหนักใจหายไป  เหมือนยกภูเขาทั้งลูกออกจากอก  ยอห์นกล่าวว่า “ท่านที่รักทั้งหลาย  ถ้าใจของเราไม่ได้กล่าวโทษเรา  เราก็มีความมั่นใจที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้า  และเราขอสิ่งใด ๆ  เราก็จะได้สิ่งนั้น ๆ จากพระองค์” เรามีสันติสุข  กล้าหาญ   กล้าทูลพระองค์ทุกเรื่อง  จิตสำนึกมิได้ฟ้องเรา  เรารู้ว่าพระเจ้าทรงชื่นชอบในตัวของเรา  เมื่อพระองค์ทรงอภัยโทษความผิดในอดีตของเรา  หนี้สินก้อนมหึมานั้นพระองค์ทรงชำระแทนเรา  “เหตุฉะนั้นการลงโทษ จึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์”  จากโลกนี้ไปวันไหน  เราก็ไปอยู่กับพระองค์วันนั้น   นี่ไง  ที่ผมเรียกว่า “โล่งใจในพระคริสต์”  ซึ่งท่านสามารถรับได้ทุกคน

               ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 



Visitor 97

 อ่านบทความย้อนหลัง