ผู้ประกาศ   และการทรงเรียก

ศบ.

 

   ผมนั่งชมพิธีไว้อาลัยของ  ดร. บิลลี่  เกรแฮม  ทาง net  งดงามน่าประทับใจ   ได้ยินประธานาธิบดี ทรัม ผู้นำของอเมริกา กล่าวถึงท่านว่า  

 

       “ในปี 1934  มีการอธิษฐานเพื่อประเทศชาติครั้งใหญ่  คราวนั้นพวกเขาทูลพระเจ้าว่า  ขอพระองค์โปรดส่งใครสักคนมา เพื่อเทศนาให้ชาวโลกฟัง   8  ปี  ต่อมา พระเจ้าตอบคำอธิษฐาน  มีเด็กหนุ่มวัย 15 ปีคนหนึ่ง  จากรัฐ นอร์ท คาโรไลนา  ชื่อบิลลี่ เกรแฮมถวายตัว  ไม่นานนัก เขาได้เข้าโรงเรียนพระคริสตธรรมที่รัฐฟลอริดา   

 

        และพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่าน  เปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่น  เปลี่ยนแปลงชาติของเรา   และโลกของเราด้วย”  

 

                               

 

      ผมคิดถึง  คำเทศนาของท่าน ในประชุมที่อัมสเตอร์ดัม ในปี 1986  ท่านพูดเรื่อง ของประทานและการทรงเรียกให้ประกาศ ซึ่งผมขอคัดคำเทศน์บางตอนของท่านมาเล่าให้ฟังครับ


                

 

“ท่านมาอยู่ที่นี่  คืนนี้เพราะพระเจ้าทรงเรียกท่านเป็นผู้ประกาศ  บางคนมาจากที่กันดาร  ที่ที่คนปฏิเสธพระกิตติคุณ และบางทีท่านอาจท้อแท้  เพราะอาจเห็นผลน้อย  ทั้งสงสัยว่าคุ้มไหมที่จะประกาศต่อไป  บางคนมาพร้อมกับปัญหาในครอบครัว ปัญหาของตัวเอง ถูกทั้งการทดสอบและทดลอง  

 

          อีกด้านหนึ่ง  บางคนได้สัมผัสว่ามีคนเป็นร้อย  เป็นพัน มาหาพระคริสต์เพราะการประกาศพระกิตติคุณ   ไม่ว่าท่านจะเห็นคนตอบสนองมากหรือน้อย  ท่านคือผู้ประกาศ   พระเจ้าทรงเรียกท่านให้เผยแพร่พระกิตติคุณ

 

         ถ้าพระเจ้าทรงเรียกท่าน  ท่านต้องสัตย์ซื่อต่อการทรงเรียก  เรามาที่นี่เพื่อถวายตัวให้พระเจ้าใช้อีกครั้ง  เรามาที่นี่เพราะมันเป็นชั่วโมงเร่งด่วน  ทุ่งนาการเก็บเกี่ยวเร่งด่วนเสมอ  เราไม่ทราบว่า  เมื่อใดจะถึงวาระเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่  ประเด็นมิได้อยู่ที่ขนาด ว่ามันจะเล็กหรือใหญ่  แต่อยู่ที่  งานนี้ช่วยคนให้รอดตายต่างหาก  เราต้องเตรียมดิน  หว่านเมล็ดแห่งพระคำ  รดน้ำ เปาโลพูดกับชาวโครินธ์ว่า “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต”   ( 1 คร. 3:6 )

 

                                      

 

ขณะเดียวกัน ผมตระหนักว่า   เรากำลังเผชิญหน้ายุคเก็บเกี่ยวโดยพระกิตติคุณ ที่สูงเกินคาด   เหตุผลประการหนึ่งคือ  หลายคนจะพบว่า โลกนี้ช่วยเขาไม่ได้   เมื่อพวกเขาพยายามแสวงหา สันติสุข ความมั่นคง ผ่านทางวัตถุนิยม  การเมือง ยาเสพย์ติด  เหล้า เซ็กส์   เงินทอง  ปรัชญาหลอก ๆ และศาสนา  พวกเขาไม่พบคำตอบ   หลายคนจึงอ้าแขนรับความหวัง และชีวิตใหม่ในพระคริสต์    ในยุคของเรา ผู้คนจำนวนมากมายมหาศาล กำลังตกอยู่ในความว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว   นำมาสู่การเก็บเกี่ยวครั้งยิ่งใหญ่ในโลก  อย่างที่ไม่เคยมีมา   เป็นไปได้ไหม  นี่คือการเก็บเกี่ยวก่อนพระคริสต์จะเสด็จกลับมา 

 

         เหตุการณ์ต่าง ๆ ของโลกบ่งบอกให้รู้ว่า “ทุ่งนาเหลืองอร่ามแล้ว”

 

         พระเยซูตรัสถึงวาระสุดท้าย ว่า  “ความทุกข์ร้อนของประชาชาติต่าง ๆ จะมีความฉงนสนเท่ห์  มนุษย์จะสลบไสลเพราะความกลัว  และสังหรณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในโลก”   (ลูกา 21:25-26)  พระองค์บรรยายถึงสภาพคนยุคนี้ อย่างดี  น้อยมาก ที่จิตใจคนจะถูกเตรียมให้สุกงอมพร้อมเกี่ยวขนาดนี้       พระดำรัสของพระเยซูท้าทายใจผม  “ท่านทั้งหลายว่า  อีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวมิใช่หรือ  เราบอกท่านทั้งหลายว่า  เงยหน้าขึ้นดูนาเถิด  ว่าทุ่งนาเหลืองอร่าม  ถึงเวลาเกี่ยวแล้ว “ (ยอห์น 4:35)  ไม่มีอะไรเร่งด่วนเท่ากับ  ทุ่งนาที่สุกพร้อมให้เกี่ยว  คนที่เคยทำนารู้ดีว่า  เวลาการเกี่ยวข้าวมันสั้นแค่ไหน  ถ้าไม่เกี่ยวข้าวก็เสีย  สุภาษิต 10:5  กล่าวว่า”บุตรชายที่ส่ำสมไว้ในฤดูแล้งก็เป็นคนหยั่งรู้   แต่บุตรชายผู้หลับในฤดูเกี่ยว  ก็นำความอับอายมา”

 

    1. ของประทานและการทรงเรียกเป็นผู้ประกาศ

 


                     

 

   ทุกวันนี้  คริสตจักรไม่มั่นใจว่า “ผู้ประกาศ” เป็นใคร  และของประทานนี้ก็ถูกละเลย  โรงเรียนพระคริสตธรรมมิได้สอนเรื่องการประกาศ  เราไม่เข้าใจความหมายของทั้งผู้ประกาศ การประกาศ  บางคนเข้าใจเพียงแต่ว่า  การประกาศคือการชักชวนคนมาโบสถ์  หรือการพยายามออกไปเปลี่ยนสังคม  

 

        ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องการพิพากษาที่จะมีมาในอนาคต  คนก็หลงหายโดยไม่พบพระคริสต์  และการประกาศก็ไร้ผล

 

        ผู้ประกาศคือใคร?   ผู้ประกาศ  คือคนที่พระเจ้าประทานความสามารถ  และการทรงเรียก  จากพระวิญญาณให้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ   เป็นของประทาน  ที่มิใครอาจสร้างขึ้นมาเอง   จัดการเอง  หรือ  ไม่มีใครถูกบีบบังคับให้เป็นผู้ประกาศ  แต่เป็นการทรงเรียก  พระองค์ทรงเรียกร้องให้เราใช้ความสามารถนี้ เพื่อถวายพระเกียรติ  เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้  


                        

 

(1) เราจะไม่เย่อหยิ่งจองหอง  เพราะเรารู้ว่า   ความสามารถ และโอกาสที่เรามีนั้น มาจากพระเจ้า  เราจะไม่ยกตัวเอง 

 

       (2) เราจะไม่ท้อถอย  เมื่อเราเผชิญทุกข์ที่ชวนให้เราเลิกรับใช้  เพราะเรารู้ว่า  ไม่ใช่มนุษย์ใช้เรา  พระเจ้าต่างหากเรียกเรา     เหมือนที่เปาโลกล่าวว่า  “เพราะการที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐนั้น  ข้าพเจ้าไม่มีเหตุที่จะอวดได้  เพราะจำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องประกาศข่าวประเสริฐ  ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศ  วิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า” ( 1 คร.9:16 )  ภาษากรีก  “ผู้ประกาศ” หมายถึง   “ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ”  เป็นของประทาน  อย่างหนึ่งที่พระเจ้าประทานให้แก่คริสตจักร  (เอเฟซัส 4:11)  ฟิลิป เป็นผู้ประกาศ(กิจการ 21:8)  เปาโลกำชับทิโมธีให้ทำหน้าที่ผู้ประกาศให้สำเร็จ (  2 ทิโมธี 4:5 ) ของประทานนี้ ทรงมอบให้คริสตจักร สำคัญไม่แพ้ ศิษยาภิบาลหรือครู  สิ่งหนึ่งที่คริสตจักรทุกวันนี้ ควรทำคือรื้อฟื้น ให้ความสำคัญกับ  “ของประทานการเผยแพร่”


                 

 

การเผยแพร่  หมายถึงความพยายามทุกอย่างที่จะประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์  ให้คนเข้าใจว่าพระเจ้าทรงประทานความรอด  โดยให้เขาตอบสนองโดยการกลับใจใหม่  เชื่อ  และเข้ามาเป็นสาวก  เราจะต้องพูดให้ชัดเจน  ว่า  เขาจะต้อง  “เสียค่า”  โดยการติดตามพระเยซูคริสต์   ปฏิเสธตนเอง  แบกกางเขน   พระเยซูไม่เคยมอบพระคุณราคาถูกให้ใคร  พระองค์ไม่เคยลดมาตรฐาน ให้ใครเข้ามาสู่แผ่นดินของพระเจ้า

 

    2.  ท่าทีของผู้ประกาศ

 

       นำให้เรามาถึงคำถามง่าย ๆ “อะไรคือท่าทีของการประกาศพระกิตติคุณ”   อะไรคือท่าทีเบื้องหลังการประกาศ  ทำไมเปาโล จึงเดินทางจากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่ง  ทนทุกข์ยากลำบากที่น้อยคนยอมทำตาม

 

    (1)  ท่าทีประการแรก คือความรัก  เปาโลกล่าวว่า “เพราะ​ว่า​ความ​รัก​ของ​พระ​คริสต์​ได้​ครอบ​ครอง​เรา​อยู่”  (2 คร. 5:14) ”ผมมั่นใจว่า การแสดงความรักต่อผู้อื่นสูงที่สุด  คือการบอกให้เขาทราบถึงความรักของพระเจ้าในพระคริสต์” ความรักที่เรามีต่อคนอื่นไม่ควรเป็นแค่อารมณ์  เป็นความรักเมตตาต่อความต้องการฝ่ายวิญญาณของเขา  ความห่วงใยเขาทำให้เราลงมือทำอะไรสักอย่าง  

 

      มีมิชชั่นนารีจำนวนมากรอบโลก  นำข่าวประเสริฐแห่งความรักพระคริสต์  โดยสร้างโรงพยาบาล  โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า  นิคมโรคเรื้อน   และงานสงเคราะห์อีกร้อย ๆ อย่าง  มิชชั่นอาจตำหนิติเตียนเขา  หลายคนต้องจากบ้านช่อง  ละคนรักเป็นปี ถูกข่มเหง เพื่อนำพระกิตติคุณไปสู่ที่ต่าง ๆในโลก  คนเหล่านั้นเป็นพวกแรกที่นำพระกิตติคุณมายังอเมริกา  

 

                                       

 

(2) เราเผชิญหน้าการพิพากษา   เปาโลกล่าวว่า  “เพราะ​เหตุ​ที่​เรา​เกรง​กลัว​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​อย่าง​จับ​ใจ เรา​จึง​ชักชวน​คน​ทั้ง​หลาย”  ( 2 คร. 5:11)  เมื่อท่านประกาศที่เนินเขาในกรุงเอเธนส์   ท่านกล่าวว่า “ พระเจ้าทรงบัญชาให้มนุษย์ทุกแห่งกลับใจใหม่….  เพราะ​พระ​องค์​ได้​ทรง​กำหนด​วัน​หนึ่ง​ไว้ ใน​วัน​นั้น​พระ​องค์​จะ​ทรง​พิพากษา​โลก​ตาม​ความ​ชอบธรรม โดย​มนุษย์​ผู้​นั้น​ซึ่ง​พระ​องค์​ได้​ทรง​เลือก​ไว้ ”  ( กิจการ 17:30-31)   วันหนึ่งพระเจ้าจะพิพากษาโลก  

 

       ไม่นานมานี้  เราได้ละเลย หลักพระคัมภีร์ ที่ว่าเราที่เป็นคนบาปแต่ละคนจะต้องยืนอยู่หน้าการพิพากษา  พวกเขาเชื่อว่าเราเป็นคนบาปเหมารวมกลุ่มกัน  เพราะบาปทำให้สังคมย่ำแย่  เรากำลังเสี่ยงต่ออันตรายของการเข้าใจว่า  เราแต่ละคนจะต้องกลับใจจากบาปของตัว  ท่านต้องบังเกิดใหม่


                             

 

 (3) ท่าทีหลัก   คือ  ทำตาม พระมหาบัญชาของพระเยซู  เราประกาศวันนี้  เพราะเราเลือกประกาศ  เพราะเราชอบ  เพราะพระองค์สั่งเรา  เรายอมฟัง  ทำตามคำบัญชา พระองค์สั่งให้เราออกไป ประกาศ ออกไปสร้างสาวก  แค่นี้ก็เพียงพอ  การละเลยไม่ประกาศ  เป็นการไม่เชื่อฟัง  

 

      พระมหาบัญชาถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์  5  ครั้งด้วยกัน ในตอนท้ายของพระกิตติคุณ 4 เล่ม  และตอนต้นของพระธรรมกิจการ  ผมมั่นใจว่าพระองค์กล่าวย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง  เมื่อเปาโลยืนแก้คดีต่อพระพักตร์กษัตริย์อากริปปา “ข้า​แต่​กษัตริย์​อากริป​ปา เมื่อ​เป็น​เช่นนั้น​แล้ว ข้า​พระ​บาท​จึง​เชื่อ​ฟัง​นิมิต ซึ่ง​มา​จาก​สวรรค์​นั้น และ​มิได้​ขัด​ขืน” (กิจการ 26:19)  ขอให้เราเชื่อฟังแบบเดียวกับเซาโล   ถ้าเรามิได้รับนิมิตใดๆ  ก็ไม่เป็นไร  เรายังต้องประกาศ  เพราะเราเป็นทูตที่พระเจ้าทรงมอบหมายงานให้

 

 3.  เนื้อหาสาระ ที่เราประกาศ

 

      ขอให้เราเข้าใจพระกิตติคุณชัดเจน 

 

      ไม่กี่ปีมานี้   ผมเผชิญหน้ากับคำท้าทายดุเดือด  ที่ผมไม่เคยพบมาก่อน  จากคนที่ผมไม่คาดคิด  เราเพิ่งจัดประกาศที่โอซากา  ประเทศญี่ปุ่น  ผู้นำนับร้อยที่โอซากา และเกียวโต  ต้อนรับเราอย่างดีมาก ๆ   ผู้ว่าฯเมืองโอซากากล่าวคำต้อนรับ   และถามผม “ดร. เกรแฮม  ทำไมคริสตจักรในประเทศญี่ปุ่นจึงมีเท่าเดิม เทียบกับศตวรรษที่ 17  เป็นไปได้ไหมที่ชาวญี่ปุ่น  เข้าใจพระกิตติคุณไม่ชัดเจน “

 

       มีคนเป็นล้าน ๆ  ในยุโรป   ที่เข้าใจพระกิตติคุณไม่ชัดเจน  เราสอบตกเรื่องการสื่อสาร  คนจึงมีความคิดคลุมเครือ   ว่าการเป็นผู้ติดตามพระเยซูนั้นเป็นอย่างไร  หลายเดือนก่อน  เพื่อนของผมคนหนึ่งเล่าว่า ชาวบ้าน มาไซ ในอัฟริกาตะวันออก   เข้าใจว่าพระเจ้ารักเขาแค่ไหน  เพราะชาวบ้านนี้รักวัวของเขามาก  ถ้าวัวของเขาหายไป  เขาจะไม่หลับ   ไม่นอน  แต่ออกตามหาวัวที่หายนั้นจนพบ  พอบอกว่าพระเจ้าตามหาเรา เหมือนผู้เลี้ยงละแกะ 99 ตัวไว้   และออกตามหาแกะตัวเดียวที่หลงหายไป  ชาวมาไซเข้าใจทันที   พระเยซูทรงใช้เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน  เปรียบให้คนเข้าใจ  เปาโลกล่าวว่า  “ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ..​ข่าว​ประเสริฐ ที่​ข้าพเจ้า​เคย​ประกาศ​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย ซึ่ง​ท่าน​ได้​ยอมรับ​ไว้   ​คือ​ว่า​พระ​คริสต์​ได้​ทรง​วาย​พระ​ชนม์ เพราะ​บาป​ของ​เรา​ทั้ง​หลาย”  ( 1 คร.15:1, 3)  เข้าใจง่าย 


                            

 

เนื้อหาสาระนั้นมีว่าอย่างไร 

 

       (1) เราต้องเชื่อสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์

 

       (2) เราต้องเทศน์เรื่องพระเยซู   เปาโลว่า  “เพราะ​ข้าพเจ้า​ตั้งใจ​ว่า​จะ​ไม่​แสดง​ความ​รู้​เรื่อง​ใดๆ ใน​หมู่​พวก​ท่าน​เลย เว้น​แต่​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​และ​การ​ที่​พระ​องค์​ทรง​ถูก​ตรึง​ที่​กางเขน” (  1 คร 2:2 1) พระองค์เป็นทางเดียวเท่านั้นที่เราไปถึงพระบิดา  ถ้าไม่แล้วเราต้องพินาศ   โดยการวายพระชนม์  และเป็นขึ้นจากความตาย  เรามีข่าวประเสริฐ  ดร. เอด  ฮิล  เมื่อปี  1983  กล่าวว่า  ให้เรา  “เทศน์ พระเยซู”    “เทศน์เรื่องพระเยซู​”  ไม่ใช่ศีลธรรมใหม่ หรือช่องทางแห่งความสุขวิธีใหม่    แต่  เรื่องที่เราขาดจากพระเจ้า  และเรารอดได้โดยการวายพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระองค์เท่านั้น  ถ้าท่านเทศนาเรื่องอื่น  ท่านไม่ใช่ผู้ประกาศ

 

        คืนนี้  เราพูดร่วมกับยอห์นที่เกาะปัสโมสว่า  “พระ​เมษโปดก​ผู้​ทรง​ถูก​ปลง​พระ​ชนม์​แล้ว​นั้น เป็น​ผู้​ที่​สมควร​ได้รับ​ฤทธิ์​เดช ทรัพย์​สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ ​พระ​สิริ และ​คำ​สดุดี”

 



Visitor 92

 อ่านบทความย้อนหลัง