ทรงเจิมเพื่อการรับใช้

 

 

 


ศบ.

 

ผมเพิ่งเทศนาเรื่อง “พลังเพื่อการรับใช้” โดยสรุปว่า พลังในการรับใช้ของเรา มาแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับทุกคนไม่ว่าเราจะมีของประทานอะไร ดังที่เปรียบ ไม่ว่าเราจะเป็นเครื่องไฟฟ้าชนิดใด จะเป็นหม้อหุงเข้า ไฟให้แสงสว่าง ตู้เย็น เตารีด พัดลม เครื่องไฟฟ้าเหล่านี้ต่างต้องการกระแสไฟทั้งสิ้น ไฟ เป็นพลังงาน พระวิญญาณทรงสถิตกับใคร เขาจะมีพลัง

 

พระเจ้าไม่ปรารถนาให้เราเป็นคนหมดไฟ ไร้พลัง เหนื่อยหน่าย ตรงกันข้าม ทรงปรารถนาให้เรากระฉับกระเฉง คิดบวก มีความเชื่อ กระตือรือร้น ลุกช่วงโชติ เหมือนตะเกียงน้ำมันที่ไม่ดับ และส่องสว่าง

 

มัทธิว 3:11
ยอห์นผู้ให้บัพติสมากล่าวว่า เราให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยน้ำ แสดงว่ากลับใจใหม่ก็จริง แต่พระองค์ผู้จะมาภายหลังเรา ทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่คู่ควรแม้จะถอดฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์จะทรงให้เจ้าทั้งหลาย รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ

 

 


วันเพนเตคศเต – กิจการ 2:1-4
เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคอส มาถึง จำพวกศิษย์จึงรวมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด ทำไม พระคัมภีร์จึงแทนภาพพระวิญญาณด้วยไฟ?


ทำไมยอห์น ผู้ให้บัพติสมาจึงกล่าวว่า พระเยซูจะให้ท่านรับบัพติสมาด้วพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ ทำไมวันเพนเตคศเต จึงมีสัญลักษณ์ของไฟปรากฏกระจายบนพวกเขาสิ้นทุกคน

 

ไฟ อันหมายถึงพระวิญญาณ ที่มาอยู่ที่คริสเตียนแต่ละคน แปลความว่าอย่างไร

1.ชำระ (มัทธิว 3:10,12)
ยอห์นกล่าวถึงไฟ ที่เผาแกลบ หลังการนวดข้าวเสร็จ กล่าวถึงไฟที่เผาต้นไม้ที่ไม่เกิดผล เมื่อเราประกอบด้วยพระวิญญาณ พระวิญญาณจะเผาผลาญกิจการของเนื้อหนัง แต่ก่อนเราเร่าร้อนด้วยกามราคะ ( 1 โครินธ์ 7:9) พระวิญญาณยังช่วยให้เราเอาชนะการยั่วยวนให้ทำบาปได้ง่ายขึ้น

 

 

 

2.ความร้อนรน, สว่างไสว
พระวิญญาณหมายถึงความร้อนรน หมายถึงการสำแดงชีวิตที่รุ่งโรจน์ สว่างไสว ในพระธรรม
เอเสเคียล 1:4,13 ผมได้บรรยายเรื่องพระลักษณะของพระเยซู 4 ประการไว้ในค่าย รู้จักพระคริสต์ สร้างศิษย์พระองค์ จากพระธรรม เอเสเคียล คือพระองค์เป็นทั้งผู้นำ ผู้รับใช้ สามัญชนและเป็นพระเจ้า พระลักษณะทั้ง 4 ของพระองค์เอเสเคียลบรรยายว่า มีความสว่างอยู่รอบ และมีไฟลุกวาบออกมาอยู่เสมอ ท่ามกลางไฟนั้นดูประหนึ่งทองสัมฤทธิ์ที่แวบวาบ “ความสว่างสุกใส” และ”ไฟ” น่าจะแปลว่า ความผ่องใส และความร้อนรน ท่านรู้จักพระเยซู จะเห็นว่าพระองค์กระตือรือร้น ไม่เฉื่อยชา และสำแดงชีวิตของพระองค์เสมอตลอดเวลา

 

 

 

3. ลุกลามออกไป
เมื่อพูดถึงไฟ เราก็เห็นได้ชัดเจนว่า มันไม่หยุดนิ่ง เหมือนถ่านในเตา ติดจากก้อนหนึ่งไปสู่อีกก้อนหนึ่ง พระธรรมลูกา 12:49 พระเยซูตรัสว่า “เรามาเพื่อจะให้ไฟบังเกิดขึ้นที่แผ่นดินโลก เราอยากให้ไฟนั้นติดขึ้นแล้ว” ณ วันนี้ไฟที่พระเยซูคริสต์จุดให้ติดขึ้นมันลามไปทั่วโลกทีเดียว ลามเข้าไปในบ้าน ในโรงเรียน สำนักงาน พระราชวัง ฯลฯ

 

 

ไฟที่ติดขึ้นแล้วลุกโชติช่วงต่อไปได้อย่างไร?

 

1. เราต้องเชื่อและปรารถนา
การมีไฟติดลุกอยู่ในใจ เป็นคนเร่าร้อนฝ่ายวิญญาณเสมอเป็นสิ่งที่เจ้าตัวต้องอยากได้ ต้องใฝ่ฝัน ไม่ใช่ ไม่สนใจใยดี พระเยซูตรัสใน มัทธิว 11:12 ว่า “และตั้งแต่สมัยยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาถึงทุกวันนี้ แผ่นดินสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่คนได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน และผู้ที่ใจร้อนรนก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้” แผ่นดินสวรรค์ไม่ได้ลอยมาหาเรา โดยที่เรานั่งๆนอนๆ แต่เป็นของคนที่เอาชนะตนเอง ลุกขึ้นไปประชุมอธิษฐาน เข้าเซลล์ อธิษฐาน เรียนพระคัมภีร์ ใช้ของประทาน ประกาศ ต่างหาก

 

 

2. เราต้องมีน้ำมันเสมอไม่ขาด
ใน มัทธิว 25:3 พระเยซูเปรียบเทียบเราที่รอเจ้าบ่าว เหมือนเจ้าสาว เหมือนตะเกียง ตะเกียงติดลุกสว่างไสวอยู่ได้ จำเป็นต้องมีน้ำมันหล่อไส้ตะเกียง น้ำมันหมดตะเกียงก็ดับ พระคัมภีร์เปรียบเทียบพระวิญญาณกับน้ำมัน และความสัมพันธ์ที่เรามีอย่างต่อเนื่องกับพระองค์ หญิงพรหมจารีโง่เขลา 5 คนที่พลาดการเข้าไปในงานสมรส เป็นคนที่น้ำมันหมด ไม่เฝ้าระวังตน ส่วนคนอีก 5 คนที่มีปัญญาไม่ยอมให้น้ำมันหมด ผู้เชื่อต้องรักษาความสัมพันธ์สนิมสนมกับพระเยซูอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะตอนมีค่าย ไม่ใช่เฉพาะวันอาทิตย์ เราต้องใกล้ชิดพระองค์ทุกวัน

 

 

 


3. เราต้องตกแต่งตะเกียง
ตอนเจ้าบ่าวมา มีการร้องบอกว่า “เจ้าบ่าวมาแล้ว” แล้วหญิงพรหมจารีย์ ฉลาด 5 คน ก็ลุกขึ้นตกแต่งตะเกียง( มัทธิว 25:7) “ตกแต่งตะเกียง”แปลว่าอะไร คนที่รู้จักตะเกียงน้ำมันจะรู้ดีว่า จุดตะเกียงให้มีเปลวไฟสว่างอยู่เสมอจะต้องทำอย่างไร ต้องเอาไส้ที่เผาไหม้ไปแล้ว ออก มันเป็นขี้ไปแล้ว นี่มีความหมาย 2 อย่าง อย่างหนึ่งก็คือการเอานิสัยที่ไม่ดีของตนออกและอีกประการหนึ่งก็คือให้มีความสัมพันธ์ใหม่ๆเสมอในชีวิตคริสเตียน ความตื่นเต้น ความชื่นชอบ ประสบการณ์ใหม่ๆ กับพระเยซูจึงจะทำให้ไฟติด

 



เราต้องส่องสว่าง
เมื่อพระเยซูทรงเปรียบเทียบว่า เราเป็นความสว่าง เป็นตะเกียง พระองค์ตรัสว่าตะเกียงต้องตั้งไว้บนเชิงตะเกียง ให้สว่างไสวไปทั้งเรือน อย่าเอาถังครอบไว้ ผมเคยเทศน์เรื่องนี้ เราเร่าร้อน ตื่นเต้นกับพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง แต่ต้องแบ่งปัน คนที่ไม่คิดแบ่งปัน เก็บความสว่างไว้คนเดียว นอกจากคนอื่นไม่ได้รับประโยชน์แล้ว ตะเกียงของเขาเองก็จะดับด้วย คนที่ไม่ยอมประกาศเป็นพยาน รับใช้ ถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองได้รับให้คนอื่น ความร้อนรนก็จะหดหายไป เราต้องไม่ยอมนะครับ เราต้องแบ่งปัน ช่วยคนอื่นแล้วไฟของพระเจ้าก็จะลุกโชติช่วงยิ่งขึ้น ( มัทธิว 5:14-16 )

 

 

ขอพระเจ้าอวยพระพรนะครับ


Visitor 157

 อ่านบทความย้อนหลัง